war-pot's profileMy freind love to call m...PhotosBlogListsMore Tools Help

My freind love to call me Pla-Dook. Why?

"หากไม่ทำความดีในดินแดน จะถวิลหาสวรรค์นั้นอย่าหมาย"

war-pot Yuttasakdarak

Occupation
Location
Interests
.....If you would like to know...Just talk...
Photo 1 of 6
Thanks for visiting!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
October 19

เก็บความสุขใส่ชีวิต

ปลายปี 1930 เบอร์ทรัน รัสเซลล์ นักคณิตศาสตร์และนักปรัชญาชื่อดังชาวอังกฤษ
ได้เขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อ "The Conquest of Happiness"
งานเขียนเล่มนี้น่าจะช่วยนำทางผู้อ่านที่กำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์
ให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และเลือกทางเดินไปสู่หนทางแห่งความสุขของชีวิตได้

อะไรคือเหตุและปัจจัยที่ทำให้แต่ล่ะชีวิตมีความสุข

นับเป็นคำถามที่มนุษย์เฝ้าเพียรพยายามหาคำตอบมาทุกยุคทุกสมัย
แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ก็ยังมิอาจหาคำตอบสำเร็จรูปอันเป็นสากลที่ช่วยให้ตนพ้นทุกข์-
อันเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้พบกับความสุขได้
ประวัติศาสตร์ของความทุกจึงคงอยู่คู่กับมนุษยชาติมายาวนานเท่ากับประวัติศาสตร์ของความพยายามในการค้นหาความสุข
เพียงแต่เมื่อเรามุ่งเป้าไปที่ความสุข
เราจึงรังเกียจความทุกข์
ทั้งๆที่สุขและทุกข์ล้วนเป็นเพียงสภาวะหนึ่งของชีวิต
เพียงแต่ว่าทุกข์เป็นสภาวะที่ทนได้ยากกว่าเราจึงพยายามหนีห่างจากความทุกข์
เหมือนวิ่งหนีเงาของตัวเอง
ทุกข์จึงกลายเป็นศัตรูที่อยู่ในหัวใจของเรา
จะไล่ก็ไม่ไป จะกำจัดก็ไม่ได้ ปล่อยครั้งคนที่เผชิญความทุกข์แสนสาหัสจึงจำเป็นต้องปลิดชีวิตเพื่อพิชิตศัตรู
โดยหารู้ไม่ว่าทั้งหมดนี้เขามาดี มาอย่างมิตร มาเพื่อเตือนสติให้เราได้ขบคิดถึงสิ่งต่างๆในชีวิต
ที่ในห้วงยามปกติเราจะไม่มีวันคิดถึง

ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ มนุษย์มักเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองได้ดีกว่าในช่วงเวลาแห่งความสุข
ความทุกข์จึงเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการผลิตปัญญา
อย่างน้อยก็เพื่อหาทางนำพาตัวเองออกไปจากความทุกข์นั้น

ความทุกข์จึงเปรียบเสมือนจุดพลิกผันให้เราได้ตระหนักว่า
เราควรจะใช้ปัญญาในการเลือกทางเดินต่อไปข้างหน้าด้วยท่าทีอย่างไร

ความทุกข์จึงเป็นกัลยาณมิตรที่คอยเตือนเรามิให้เราเพลิดเพลินไปกับความสุข-ความสำเร็จของชีวิต ที่มาแล้วก็ต้องจากไป

เรื่องนี้พูดง่าย เขียนง่าย แต่ทำยาก
เพราะในชีวิตจริง บ่อยครั้งที่เราไม่สามารถตั้งสติและวางตัวเป็นมิตรกับทุกข์ได้
เมื่อตั้งหน้าตั้งตาเป็นศัตรู ทุกข์จึงทำร้ายและทำลายเรา
เพราะเราเฝ้าวนเวียนอยู่กับการต่อสู้เอาชนะความทุกข์
ทุกข์ระยะสั้นจึงกลายเป็นทุกข์ระยะยาว
ทุกข์ที่ควรจะลดน้อยถอยลงตามวันเวลาและประสบการณ์แห่งชีวิตจึงเพิ่มมากขึ้น

Credit :
เก็บความสุขใส่ชีวิต
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
Spiritual Wealth
จาก Signature

เก็บความสุขมาใส่ชีวิต
เรื่องนี้อ่านเจอในหนังสือนิตยสารรายสามเดือนเล่มหนึ่งที่วางอยู่ในห้องวิทยุ(ห้องทำงาน)
เห็นแล้วอยากอ่าน เพราะเขาทำรูปเล่มเรียบๆดี
(ยังสงสัยอยู่ว่ามันน่าสนใจอย่างไร)
ก็เลยเปิดดูผ่านๆตา เลยได้ไปเจอเรื่องสั้นเรื่องนี้แหละ
มันตรงกับช่วงหนึ่งของชีวิตพอดี
ช่วงที่ผมต้องรบกับความทุกข์
แต่ในเรื่องนี้ เขาแนะนำให้มองเรื่องทุกข์เป็นเรื่องปกติ
มองความทุกข์เป็นเพื่อนที่คอยเตือนคอยสอนให้เห็นถึงปัญญา(ทางแก้ไข้ปัณหาต่างๆ)
เป็นแนวคิด แนวทางในการมองโลกผ่านปัณหา
อ่านแล้วรู้สึกดี...

ว่าด้วยเรื่อง ดราก้อนบอล กับ พลังคลื่นเต่า

ตลอดซีรีส์ดราก้อนบอลอันยาวนานมีคนใช้ท่าไม้ตายพลังคลืนเต่าทั้งสิ้น10คือ
ผู้เฒ่าเต่า, โงกุน, คุริริน, หยำฉา, ซุน โกฮัง(ปู่ของโงกุน),
โกฮัง, โกเท็น, เทนชินฮัง, เซลล์ และจอมมารบู.
 
จากหนังสือ aday ปก Sitcom.

ปัญหา กับ แผล

ปัญหา กับ แผลเป็นและแผลสด

วันหนึ่งผมได้คุยกับพี่สมเกียรติ(พี่ที่ดูแลเรื่องประกันชีวิตของพ่อและแม่)
พี่สมเกียรติได้ถามผมถึงเรื่องที่ทำงาน
ผมก็บอกว่าดีครับ ปัญหาที่มีก็เกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานเป็นส่วนใหญ่
พี่เขาก็ว่าอย่าเอามาเป็นปัญหาสิ
ปัญหายังเราไปสนใจมันมาก ปัญหามันจะยิ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่
(เออ...จริงอย่างที่พี่พูดว่ะ ถ้าไม่ไปสนใจมันก็ไม่เป็นปัญหา)

พี่เขายังถามอีกว่าระหว่างแผลสดกับแผลเป็นผมจะเลือกรักษาอะไรก่อน
...
พี่เขาบอกว่าเขาเลือกรักษาแผลสดก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้มันเป็นแผลเป็น
ส่วนแผลเป็นยังไงมันก็ยังเป็นแผลเป็นอยู่วันจนค่ำ
ยิ่งเราไปเกาไปแกะมันจะยิ่งทำให้เป็นแผลขึ้นมาอีก
สู้เราปล่อยเอาไว้ในที่ที่มันควรอยู่ควรจะเป็นมันยังจะดีเสียกว่าอีก
จริงไหม?
ปัณหามันก็เปรียบกับแผลสดและแผลเป็นนั้นแหละ...

555+ ตอนนั้นบอกจริงๆเลยนะว่าไม่ค่อยได้สนใจฟังมันนักหรอก
แต่หลังจากที่ได้นั่งคิดอะไรเพลินๆ มันก็สะกิดใจคิด

ดูแล้วมันขัดๆกันหรือป่าวนะ? หรือคิดว่ายังไง?

1ข้อคิดดีๆจากท่านพุทธทาสภิกขุ

"อย่ามุ่งหมาย
ความสุขอันประเสริฐอะไรๆ
ให้มากไปกว่า ความปกติของจิตที่ไม่ยินดียินร้าย
ไม่ขึ้นไม่ลงไปตามอารมณ์ที่กระทบ
เพราะไม่มีสุขอะไรประเสริฐยิ่งไปกว่า
ความปกติของจิตนั้น"
 
พุทธทาสภิกขุ.

เสื้อยืด ชัยชนะแห่งกบฏวัฒนธรรม (ยกมาจาก212)

ไม่มีใครรู้กันอย่างแน่ชัดว่าเสื้อยืดถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อใดกันแน่
ได้แต่มีการค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์ด้านแฟชั่นออกมาอธิบายเอาไว้
หลานสำนวนด้วยกัน แต่มีสำนวนที่ฮิตและยอมรับกันอยู่ในปัจจุบันนี้คือ
อันแรก เสื้อยืดเริ่มจากการเป็นเสื้อชั้นในสำหรับใส่ทำงานกลางแจ้งของพวกกะลาสี
เรือในอักฤษโดยการให้เย็บแขนเสื้อติดกับเสื้อกล้ามเพื่อที่จะไม่ให้เหล่าราชวงศ์ทั้งหลาย
ได้เห็นขนรักแร้ที่น่ารังเกียจให้รกตา
อันที่2 เป็นเรื่องที่เล่าว่า คนขนถ่ายพวกใบชาในเมืองท่าแอนนาโพลิส รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา
ในคศวรรษที่17 ใส่เสื้อยืดแขนสั้นทำงานกัน จึงทำให้คำว่า ที่เชิ้ต T มาจากคำว่า Teaแปลว่าชานั้นเอง
กับอันสุดท้ายที่เราจะได้ยินกันบ่อยคือ เสื้อยืดเกิดมาจากการเป็นชั้นในของทหารเรืออเมริกัน โดยในระยะแรกเสื้อจะทำมาจากฝ้ายขาว
ใส่ไว้ข้างในปกปิดขนหน้าอกและนิยนใส่เอาไว้ใต้เสื้อจัมพอร์
ซึ่งเป็นเสื้อสวมศรีษะคลุมถึงสะโพก โดยกองทัพเรืออเมริกาใช้เสื้อยืดแบบนี้มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1913
และมาระบาดอย่างหนักในหมู่กองทัพต่างๆ ก็ช่วงสงครามโลกครั้งที่2นี้เอง

ใช่ว่าเสื้อยืดจะระบาดอยู่ในหมู่ทหารเท่านั้น แต่มันเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นใช้แรงงานทั้งหลายในอเมริกาและฝั่งทางยุโรปทั้งหลาย
จนทำให้สมัยหนึ่งเสื้อยืดเองก็คือสัญลักษณ์ของชนชั้นกรรมาชีพดีๆนี้เอง
ที่จะไม่เป็นการยอมรับของวงการแฟชั่นชั้นสุงทั้งหลาย

เนืองจากมันส่อให้เห็นถึงความต่ำชั้นกว่าตัวเองและการสวมใส่เสื้อยืด
กลับถูกมองว่าเป็นกบฏหรือแบดบอยในสายตาของผู้คนหัวอนุรักษ์นิยม

เสื้อยืดได้กลายเป็นสัญลักษณ์ธงรบ แห่งการแหกกรอบความคิดของสังคมขึ้นมา
ยิ่งมาเด่นชัดมากขึ้นในทศวรรษที่ 60 กับภาวะระอุของสงครามเย็นและสงครามเวียดนาม
การนำเอาเสื้อยืดมาย้อมสีและสกรีนข้อความที่ส่อถึงความคิดของผู้คนทั้งหลาย

ปัจจุบันเสื้อยืดได้กลายเป็นหนึ่ง ในอาภรณ์พื้นฐานยอดฮิตไปทั่วโลกที่สังคมยอมรับมากขึ้น
ไม่ใช่เป็นเสื้อผ้าขบถทางด้านวัฒนธรรมอีกต่อไปแล้ว แต่ทว่ามันคือแฟชั่นยอดนิยม.

ณัฏฐชัย วิรุฬห์วชิระ
คอลั่มป์ สโมสร
นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม(Art & Culture Magazine)
ปีที่ 29 ฉบับที่ 2 ธันวาคม 2550
 
จากข้อความด้านบนก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเสื้อยืดนะครับ
อ่านแล้วรู้สึกดีเลยเอามาแชร์กันนะครับ
ส่วนตัวแล้วชอบเสื้อยืดมากกว่าเสื้อเชิตอยู่แล้ว
ถึงแม้ว่าเสื้อเชิตจะใส่แล้วดูดีกว่าก็เถอะ
(บางครั้งถึงกับเลี่ยงงานที่เป็นทางการมากๆเพราะไม่อยากแต่งตัวก้มี)
 
เวปที่มีขอมูลสวนตัวนะ